พระกริ่งสวนเต่า ยุค ร.5 (องค์ครู) อยู่ในหนังสือจอมราชันย์    
 
 
 
ชื่อพระ : พระกริ่งสวนเต่า ยุค ร.5 (องค์ครู) อยู่ในหนังสือจอมราชันย์
ราคา : โทรถาม
สถานะ : มาใหม่
รายละเอียด :
บทความเรื่องพระกริ่งสวนเต่า รัชกาลที่ ๕ นี้ ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ลึกลับซับซ้อน มีประวัติมืดมนมากดั่งคำบอกกล่าวของคุณเป๋งย้ง (คุณปรีชา ศรีวิญญนนท์) ที่เคยให้สัมภาษณ์แด่ ม.ร.ว.อภิเดช อาภากร ในหนังสือพระเครื่องท่าพระจันทร์และผู้เขียนเองก็เคยเรียนถามเรื่องนี้จาก อ.หนู (คุณนิรันตร์ แดงวิจิตร) ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ อ.หนูยอมรับว่าไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับพระกริ่งสวนเต่า รัชกาลที่ ๕ เพราะไม่เคยเห็นพระ ส่วนพระที่เคยเห็นก็ไม่แน่ใจว่าจะใช่ ทราบแต่เพียงว่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช(แพ) ได้เคยลงพระยันต์ ๑๐๘ กับนะปถมัง ๑๔ นะ หล่อพระชัยฉลองพระเดชพระคุณในรัชกาลที่ ๕ แต่ก็ยังโชคดีที่คุณวิรุฬห์ คงทอง นักสะสมพระเครื่องอาวุโสได้ยอมเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับประวัติพระกริ่งสวนเต่า รัชกาลที่ ๕ ที่ท่านรู้มา แม้ข้อมูลนี้จะไม่สมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ผู้เขียนเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน และเป็นพื้นฐานข้อมูลในการศึกษา ค้นคว้าต่อไป อันที่จริงพระกริ่ง ก็คือ พระปฏิมาพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้านั่นเอง พระพุทธเจ้าองค์นี้เป็นที่นิยมนับถือของปวงพุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายานยิ่งนัก เป็นพระพุทธเจ้าที่มีบุญบารมีและคุณวิเศษสูงสุด ปรากฏพระประวัติในพระสูตรหนึ่ง คือ "พระไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภาราชามูลประณิธานสูตร" แปลเป็นจีนในราวพุทธศตวรรษที่๑๐ ซึ่งขอแปลโดยย่อสู่กันฟัง ดังนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า พระศากยมุนี พุทธะ เสด็จประทับ ณ กรุงเวสาลีสุขโฆสวิหาร พร้อมด้วยพระมหาสาวก ๘,๐๐๐ องค์ พระโพธิสัตว์ ๓๖,๐๐๐ องค์ และพระราชาธิบดี เสนาอำมาตย์ตลอดจนปวงเทพ ก็โดยสมัยนั้นแล พระมัญชุศรีผู้ธรรมราชาบุตร อาศัยพระพุทธาภินิหารลุกขึ้นจากที่ประทับทำจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่งลงคุกพระชาณุกับแผ่นดิน ณ เบื้องพระพักตร์ ของสมเด็จพระโลกนาถเจ้า ประคองอัญชุลีกราบทูลขึ้นว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์โปรดประทานพระธรรมเทศนา พระพุทธนามและมหามูลปณิธาน และคุณวิเศษอันโอฬารแห่งปวงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อยังผู้สดับพระธรรมกถานี้ให้ได้รับหิตประโยชน์บรรลุถึงสุขภูมิ" พระบรมศาสดาทรงรับอาราธนาของพระมัญชุศรี โพธิสัตว์แล้ว จึงทรงแสดงพระเกียรติคุณของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าว่า "ดูก่อนกุลบุตร จากที่นี้ไปทางทิศตะวันออกผ่านโลกธาตุ อันมีจำนวนดุจเม็ดทรายในคงคานที ๑๐ นทีรวมกัน ณ ที่นั้นมีโลกธาตุหนึ่งนามว่า วิสุทธไพฑูรย์โลกธาตุ ณ โลกธาตุนั้นมีพระพุทธเจ้าซึ่งทรงพระนามว่าไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภาตถาคต พระองค์ถึงพร้อมด้วยพระภาคเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ตรัสรู้ดี ตรัสรู้ชอบแล้วด้วยพระองค์เอง เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวิชาและจรณะเป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว เป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นผู้ยอดเยี่ยมไม่มีใครเปรียบ เป็นนามสารถีฝึกบุรุษ เป็นศาสดาแห่งเทวดาแห่งมนุษย์ เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรมกล่าวสอนสัตว์ ดูก่อนมัญชุศรี ณ เบื้องอดีตภาคเมื่อพระตถาคตเจ้าพระองค์นี้ยังเสวยพระชาติ เป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอยู่ พระองค์ทรงตั้งปณิธาน ๑๒ ประการ เพื่อยังทรงต้องการแห่งสรรพสัตว์ให้บรรลุก็มหาปณิธาน ๑๒ ประการเป็นไฉน ๑. ในกาลใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ซึ่งมีวรกายอันรุ่งเรืองส่องสาดทั่วอนันตโลกธาตุ บริบูรณ์ด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ และอนุพยัญชนะ ๘๐ ขอให้สรรพสัตว์จงมีวรกายดุจเดียวกับเรา ๒. ในกาลใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ขอให้วรกายของเรามีสีสรรดุจไพฑูรย์ มีรัศมีรุ่งโรจน์โชตนาการยิ่งกว่าแสงจันทร์และแสงอาทิตย์ ประดับด้วยคุณาลังการอันมโหฬาร ไพศาลพันลึก ส่องทางให้แก่สัตว์ที่ตกอยู่ในอบายคติ ให้หลุดพ้นเข้าสู่คติที่ชอบตามปรารถนา ๓. ในกาลใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ก็ขอให้เราได้ใช้ปัญญา โกศลอันล้ำลึกสุขุมไม่มีสิ้นสุดยังสรรพสัตว์ให้ได้รับโภคสมบัตินานาประการ อย่าได้มีความยากจนใดๆ ๔. ในกาลใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ หากมีสัตว์ใดที่่่เป็นมิจฉาทิฐิก็ขอให้เรายังเขาให้ตั้งมั่นในสัมมาทิฐิในโพธิมรรค หากมีสัตว์ใดดำเนินปฏิปทาแบบสาวกยานปัจเจกยาน ก็ขอให้เราสามารถยังเขามาดำเนินปฏิปทาแบบมหายาน ๕. ในกาลใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ หากมีสรรพสัตว์ใดมาประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยของเรา ก็ขอให้เขาเหล่านั้นอย่าได้มีศีลวิบัติเลยจงบริบูรณ์ด้วยองค์แห่งศีลทั้ง ๓ เถิด หากมีผู้ใดศีลวิบัติ เมื่อได้สดับนามแห่งเราขอให้จงบริบูรณ์ดุจเดิมไม่ตกสู่ทุคตินิรยาบาย ๖. ในกาลใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ หากมีสรรพสัตว์มีกายอันเลวทรามมีอินทรีย์อันไม่ผ่องใส โง่เขลาเบาปัญญา ตาบอดหรือหูหนวก เป็นใบ้หรือหลังค่อม สารพัดพยาธิทุุุกข์ต่าง ๆ เมื่อได้สดับนามแห่งเราก็ขอให้หลุดพ้นจากปวงทุกข์เหล่านั้น มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีอินทรีย์ผ่องใสสมบูรณ์ ๗. ในกาลใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ หากมีสรรพสัตว์ อันความทุกข์เบียดเบียนปราศจากที่พึ่งพิงและที่อยู่อาศัย ปราศจากแพทย์และยา ปราศจากวงศาคณาญาติ อันความยากจนข้นแค้นมีทุกข์มาเบียดเบียนแล้ว เพียงแต่นามแห่งเราผ่านโสตของเขาเท่านั้น ขอสรรพความเจ็บป่วยจงปราศไปสิ้น เป็นผู้มีกายใจอันผาสุข มีบ้านเรือนอาศัยพรั่งพร้อมด้วยธนสารสมบัติ จนที่สุดก็จักได้สำเร็จแก่โพธิญาณ ๘. ในกาลใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ หากมีอิสตรีใดมีความเบื่อหน่ายต่อเพศแห่งตน ปรารถนาจะกลับเพศเป็นบุรุษไซร้ มาตรว่าได้สดับนามแห่งเราก็จงสามารถเปลี่ยนเพศจากหญิงเป็นชายตามปรารถนา จนที่สุดก็จักได้สำเร็จแก่โพธิญาณ ๙. ในกาลใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เราจงสามารถยังสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากข่ายแห่งมารและเครื่องผูกพันของเหล่ามิจฉาทิฐิ ให้สัตว์เหล่านั้นตั้งอยู่ในสัมมาทิฐิ และให้ได้บำเพ็ญโพธิสัตว์จริยาจนบรรลุพระโพธิญาณในที่สุด ๑๐. ในกาลใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ มีสัตว์เหล่าใดถูกต้องอาญาต้องคุมขังรับทัณฑกรรมในคุกตะราง หรือต้องอาญาถึงประหารชีวิต ตลอดจนได้รับการข่มเหงคะเนงร้ายดูหมิ่นดูแคลนเหยียดหยามอื่นๆ เป็นผู้มีอันคับแค้นเผาลนแล้ว มีใจกายอันวิปฏิสารอยู่หากได้สดับนามแห่งเรา ได้อาศัยบารมี และคุณาภินิหารย์ของเรา ขอสัตว์เหล่านั้นจงหลุดพ้นจากปวงทุกข์ดังกล่าว ๑๑. ในกาลใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ มีสัตว์เหล่าใดมีความทุกข์ด้วยหิวกระหายแล้วประกอบอกุศลกรรม เพราะเหตุแห่งอาหารไซร้ หากได้สดับนามแห่งเรามีจิตหมั่นตรึกนึกภาวนาเป็นนิตย์ เราจักประทานเครื่องอุปโภค บริโภคอันปราณีตแก่เขา ยังเขาให้อิ่มหนำสำราญ แล้วจักประทานธรรมรสแก่เขา ให้เขาได้รับความสุข ๑๒. ในกาลใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ มีสัตว์เหล่าใดที่ยากจนปราศจากอาภรณ์นุ่งห่ม อันความหนาวร้อนและเหลือบยุงเบียดเบียน ทั้งกลางวันกลางคืน หากได้สดับนามแห่งเราและหมั่นรำลึกถึงเราไซร้ เราจักได้สิ่งที่ปรารถนาแลัจักบริบูรณืด้วยธนสารสมบัติสรรพอาภรณืเคื่องประดับและเครื่องบำรุงความสุขต่างๆ ฯลฯ ครั้นแล้วพระบรมศาสดาศากยมุนีพุทธเจ้าตรัสต่อไปว่า พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้านี้มีพระโพธิสัตว์ผู้ใหญ่ ๒ องค์ คือพระสุริยไวโรจนะ และพระจันทรไวโรจนะเป็นพระโพธิสัตว์ผู้ช่วยของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า เบื้องปลายแห่งพระสูตรนั้นทรงแสดงอานิสงส์ของกสนบูชาพระไภษัชยคุรุว่า "ผู้ใดก็ดี ได้บูชาพระองค์ด้วยความเคารพเลื่อมใสแล้วก็จักเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปราศจากภัยบีฑา ไม่ฝันร้าย ศัสตราวุธทำอันตรายมิได้ สัตว์ร้ายทำอันตรายมิได้ โจรภัยทำอันตรายมิได้ ยาพิษทำอันตรายมิได้ ฯลฯ" นอกจากนี้ทรงแสดงถึงพิธีจัดมณฑลบูชาพระไภษัชยคุรุอีกด้วยว่า ต้องจัดพิธีมีเครื่องบูชาอย่างนั้นๆ และทรงประทานพระคาถาบูชาพระไภษัชยคุรุด้วย ในเวลาตรัสพระคาถานี้ พระบรมศาสดาทรงประทับเข้าสมาธิชื่อ "สรวสัตวทุกขภินทนาสมาธิ" ปรากฏรัศมีไพโรจน์ขึ้นเหนือพระเกตุมาลา แล้วจึงตรัสพระคาถามหาหธารณี ดังนี้ "นโม ภควเต ไภษชฺยคุรุ ไวฑูรยประภาราชาย ตถาคตยารฺทเต สมฺยกฺสมฺพุทฺธาย โอมฺไภเษชฺเย ไภเษชฺย สมุรฺคเตสฺวาหฺ" ความศักดิ์สิทธิ์อภินิหารของพระพุทธรูปไภษัชยคุรุปรากฏตามที่ได้พรรณนามา พวกพุทธศาสนิกชนฝ่ายลัทธิมหายานจึงเคารพนับถือเป็นยิ่งนัก พระกริ่งจึงเป็นพระพุทธปฏิมาของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้านั่นเอง ภายในบรรจุเม็ดกริ่งไว้ เวลาเขย่าเกิดเสียงดัง การสร้างพระกริ่งนี้มีมาแต่โบราณกาล เริ่มขึ้นที่ประเทศธิเบต ต่อมาประเทสจีน และเขมร สำหรับประเทศไทยสันนิษฐานว่าเริ่มมีการนำพระกริ่งจีนและเขมร เข้ามาสู่อาณาจักรสุโขทัย พระกริ่งธิเบต จีน นำเข้ามาทางเรือ ส่วนพระกริ่งเขมรนำเข้ามาทางบก การสร้างพระกริ่งในประเทศไทยนั้น เริ่มปรากฏหลักฐานแน่ชัด คือการสถาปนาพระกริ่งปวเรศของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศฯ ทรงสถาปนาขึ้นครั้งแรก ณ วัดบวรนิเวศวิหาร บทความนี้จะกล่าวถึงพระกริ่งสวนเต่า รัชกาลที่ 5 เป็นพระกริ่งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้โปรดให้สถาปนาขึ้นหลังจากเสด็จกลับจากประพาสยุโรปเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๕๑ ในการสถาปนาพระกริ่งครั้งนี้ เพื่อพระราชทานแด่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารใกล้ชิด เพื่อให้นำไปใช้เป็นพระพิธี ในการจัดพระราชพิธีเทหล่อพระกริ่งสวนเต่า ได้จัดพระราชพิธี ณ บริเวณสวนเต่า ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว) ในพระราชพิธีพุทธาภิเษกครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงโปรดให้อาราธนาพระเถระผู้เชี่ยวชาญทางวิปัสนากรรมฐาน และคาถาอาคมเข้าร่วมพิธี และลงอักขระแผ่นทองเข้าหล่อหลอมในการเทพระกริ่ง จากคำบอกเล่าของคุณวิรุฬห์ คงทองนักสะสมพระเครื่องยุคสมัยเดียวกับอาจารย์ไสว สุมโน วัดราชนัดดา ได้กรุณาเล่าให้ผู้เขียนฟังเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๗ว่า เกจิอาจารย์ที่เข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ได้แก่ ๑. หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก ๒. หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ๓. ท่านเจ้ามา วัดสามปลื้ม ๔. หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว ๕. สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถระ) วัดสุทัศน์ฯ ขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมโกษาจารย์ การสถาปนาพระกริ่งครั้งนี้ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ ๕ ทรงอาราธนาพระธรรมโกษาจารย์(แพ ติสฺสเทวมหาเถระ)เป็นผู้ลงพระยันต์ ๑๐๘ กับ นะปถมัง ๑๔ นะ และเนื้อพระกริ่งครั้งนี้ให้เทหล่อเป็นเนื้อนวโลหะตามสูตรตำราของท่าน พระธรรมโกษาจารย์(แพ ติสฺสเทวมหาเถระ)ซึ่งแต่เดิมทรงโปรดให้เทหล่อพระชัยวัฒน์เป็นเนื้อทองคำ(จากหนังสือ พระกริ่ง ๕ วาระของคุณนิรันตร์ แดงวิจิตร หน้า ๕๒ ย่อหน้าสุดท้ายซึ่งได้บันทึกข้อความลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระสังฆราชแพ ที่ตอนท้ายพระยันต์ ๑๐๘ กับ นะปถมัง ๑๔ นะ ว่า "พระยันต์ ๑๐๘ กับ นะปถมัง ๑๔ นี้ได้ลงและหล่อพระชัยฉลองพระเดชพระคุณในรัชกาลที่ ๕ เป็นคุณวิเศษนัก ๒ ครั้ง คือ วัดพระศรีรัตนศาสดารรามครั้ง ๑ กับที่วัดนิเวศธรรมประวัติครั้ง ๑ " ต่อมาในการเทหล่อพระกริ่งของท่านพระธรรมโกษาจารย์ แพ ติสฺสเทวมหาเถระ การลงพระยันต้ ๑๐๘ กับนะปถมัง ๑๔ นะ ท่านจะให้ศิษย์ผู้อื่นเป็นผู้ลงพระยันต์ ๑๐๘ กับ นะปถมัง ๑๔ นะ แทน) โลหะที่ใช้ในการเทหล่อพระกริ่งสวนเต่า ขั้นแรกต้องการโลหะ ๙ อย่าง ที่เรียกว่า "นวโลหะ" นวโลหะนี้คือ ๑. ชิน ๑ บาท ๒. จ้าวน้ำเงิน ๒ บาท ๓. เหล็กละลายตัว ๓ บาท ๔. บริสุทธิ์ ๔ บาท ๕. ปรอท ๕ บาท ๖. สังกะสี ๖ บาท ๗. ทองแดง ๗ บาท ๘. เงิน ๘ บาท ๙. ทองคำ ๙ บาท มารวมกันใส่เบ้าหลอมให้กินกันดี แล้วแผ่ให้แบนเตรียมไว้เพื่อลงพระยันต์ ๑๐๘ กับ นะปถมัง ๑๔ นะ ครั้นได้ฤกษ์งามยามดี แล้วก็ทำพิธีพระยันต์ในพระอุโบสถต่อไป พระกริ่งสวนเต่า ที่ลงรูปให้ดูในบทความนี้มีประวัติชัดแน่นอน เดิมเป็นพระของคุณหลวงสะอาด ต่อมาได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของคุณวิรุฬห์ คงทอง โดยคุณวิรุฬห์เอาพระเหรียญเงินหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง เลี่ยมทอง พร้อมกับเงินจำนวน ๕๐๐ บาทแลกเปลี่ยนมา นอกจากนี้คุณวิรุฬห์ยังเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า พระกริ่งสวนเต่าเท่าที่คุณวิรุฬห์ได้เคยเห็นมามีเพียง ๒ องค์เท่านั้น องค์แรกเดิมทีเป็นของเจ้าคุณวัดพิเรนทร์ ต่อมาได้มอบให้คุณนายซึ่งเป็นคนในสกุลมหานนท์ และอีกองค์ก็คือองค์ที่คุณวิรุฬห์ได้มาจากคุณหลวงสะอาด พระกริ่งทั้ง ๒ องค์ถือจักร นอกจากนี้คุณวิรุฬห์ คงทองยังกล่าวเสริมอีกว่า"ในบรรดาพระเครื่องที่ผมเคยครอบครองเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จวัดระฆัง พระซุ้มกอ พระผงสุพรรณ พระหูยาน พระกริ่ง ๗๙ พระกริ่งพรหมมุนี พระที่ผมหวงแหนมากที่สุดก็คือ พระกริ่งสวนเต่าองค์นี้" ดังนั้น พระกริ่งสวนเต่าน่าจะมีพิมพ์เดียว คือเป็นพระพิมพ์ปางมารวิชัย พระหัตถ์ซ้ายถือจักร และอีกเหตุผลหนึ่ง คือ จักรเป็นตราราชวงศ์จักรีและพระราชลัญจกร พุทธลักษณะของพระกริ่งสวนเต่ารัชกาลที่ ๕ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย พระหัตถ์ซ้ายถือจักร ประทับนั่งอยู่บนบัวรอบ ๒ ชั้น ทรงสร้อยประคำ พระพักต์คล้ายพระกริ่งตั๊กแตน ฐานเรียบ เป็นพระกริ่งก้นตันเมื่อจะบรรจุเม็ดกริ่งจะต้องคว้านก้นเสียก่อน จากการบอกเล่าของคุณวิรุฬห์ คงทองได้กรุณาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า"พระกริ่งสวนเต่านอกจากบรรจุเม็ดกริ่งแล้วยังได้บรรจุพระบรมธาตุอีกด้วย" ฐานกว้างประมาณ ๒ เซนติเมตร สูงประมาณ ๓.๘ เซนติเมตร เนื้อพระออกสีมันเทศ เมื่อผ่านการใช้ หรือสัมผัสเนื้อจะกลับเป็นสีน้ำตาลไหม้ จำนวนการสร้างพระกริ่งสวนเต่า น้อยกว่าพระกริ่งปวเรศ ค่านิยมราคาตลาดไม่ทราบเพราะไม่มีการซื้อขาย(น่าจะหลายล้านหรืหลายสิบล้านอยู่ที่การเรียกร้องราคา) ด้านพุทธคุณดีครอบจักรวาล ไม่ว่าจะด้านมหาอุดแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม โชคลาภและมหาอำนาจ กันคุณไสเสนียดจังไรและยาสั่ง ภูตผีปีศาจและเทวดาไม่กล้าเข้าใกล้ เป็นพระบุญวาสนาและเสริมดวง พุทธคุณของพระกริ่งสวนเต่ารัชกาลที่ ๕ จัดเป็นหนึ่งไม่เป็นสองรองใครจึงได้รับพระฉายานามว่า"พระจักรพรรดิ์แห่งพระเครื่อง" บทความนี้ สำเร็จลงได้ก็อาศัยคำบอกเล่าของคุณวิรุฬห์ คงทอง อาจารย์นิรันตร์(หนู) แดงวิจิตร และหนังสือพระกริ่ง ๕วาระ ของคุณนิรันตร์ แดงวิจิตร อนึ่งบทความนี้ถ้าจะก่อประโยชน์แก่ท่านผู้อ่าน ขอมอบความดีนี้ให้แด่ คุณวิรุฬห์ คงทอง และอาจารย์นิรันตร์ แดงวิจิตร
ชื่อร้าน : คุณพระคุ้มครอง
เบอร์โทรศัพท์ : 089-529-5111 089-529-6444(ปิดร้านเที่ยงคืนครับ)
เมื่อวันที่ : 2017-09-12 15:47:51
จำนวนการเข้าดู : 453 ครั้ง
ผู้เข้าชมขณะนี้ : 3 คน