พระกริ่งธรรมโกษาจารย์ สมเด็จพระสังฆราช(แพ)วัดสุทัศน์    
 
 
 
ชื่อพระ : พระกริ่งธรรมโกษาจารย์ สมเด็จพระสังฆราช(แพ)วัดสุทัศน์
ราคา : โทรถาม
สถานะ : มาใหม่
รายละเอียด :
พระกริ่งธรรมโกษาจารย์ นี้ สุดยอดของหายากครับ เธอเล่นมาฟเพิ่งเจอเป็นองที่สองครับในรอบ 10 ปี ถือได้เวาสุดยิดเรียกขานพระกริ่งที่สร้างในคราวที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชแพฯทรงครองสมณะศักดิ์ที่พระธรรมโกษาจารย์ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๔๓-๒๔๕๔ พระกริ่งที่สร้างขึ้นในระหว่างนี้กล่าวได้ว่ายังไม่มีรูปแบบที่แน่นอน ยังคงใช้แบบพิมพ์ของพระกริ่งสำนักอื่น ๆและในบางปีมีการแปลงพิมพ์บ้างเล็กน้อยแต่พระกริ่งธรรมโกษาจารย์นี้มีจุดเด่นพิเศษที่ช่างแต่งซึ่งส่วนใหญ่พระที่ผ่านการเทหล่อแล้วเสร็จส่วนใหญ่จะผ่านการแต่งโดยพระครูปลัดจิ๋ว ซึ่งท่านเป็นพระฐานานุกรมของเจ้าพระคุณสมเด็จฯในขณะนั้น (ซึ่งก่อนบวชพระครูปลัดจิ๋วท่านเป็นลูกมือของหลวงสุวรรณช่างทองในราชสำนัก เมื่อบวชแล้วอยู่คณะ ๘ วัดสุทัศน์ฯ)แต่ไม่ได้หมายความว่าพระกริ่งธรรมโกษาจารย์แต่งเพิ่มเติมโดยพระครูปลัดจิ๋วทุกองค์ แต่ถ้าพระกริ่งที่แต่งโดยฝีมือปลัดจิ๋วแล้วสามารถชี้ได้ว่าเป็นรุ่นธรรมโกษาจารย์ ส่วนช่างหล่อพระกริ่งในรุ่นธรรมโกษาจารย์ในช่วงแรก พ.ศ. ๒๔๔๓ ก็ยังคงเป็นงานเทหล่อและแต่งของนายช่างหลวง ส่วนหลังปี พ.ศ. ๒๔๔๕ เป็นนายช่างเริน บ้านช่างหล่อเป็นช่างทำหุ่นและเทหล่อกับนายช่างถม จ๋วนสุวัฒน์และมีพระครูปลัดเขียน คณะ ๑๕เป็นลูกมือในการเทหล่อพระ พระกริ่งธรรมโกษาจารย์ในช่วงต่อจากพระกริ่งเทพโมฬีนั้นสันนิฐานว่ายังใช้โครงสร้างของพระกริ่งเทพโมฬีแต่แปลงพิมพ์เล็กน้อยและยังคงใช้วิธีการหล่อและปิดผนึกใต้ฐานแบบพระกริ่งเทพโมฬี แต่คาดว่าช่วงปี พ.ศ. ๒๔๔๕อาจก่อนหรือหลังจากนี้ไม่น่าเกิน๑ปีนายช่างเรินแห่งบ้านช่างหล่อก็เข้ามารับงานเทหล่อพระและช่างบ้านช่างหล่อก็สืบทอดงานเทหล่อพระกริ่งสำนักวัดสุทัศน์ฯมาตลอดมีอยู่ที่มีการเปลี่ยนตัวนายช่างแต่ก็คงใช้งานกลุ่มบ้านช่างหล่อตลอดมาจนช่วงสุดท้ายของสำนักวัดสุทัศน์ฯในยุคท่านเจ้าคุณศรี(สนธิ์)ท่านก็เรียกใช้ช่างหรัส พัฒนางกูลแห่ง “พัฒนช่าง” บ้านช่างหล่อเช่นเดียวกัน ในช่วงเวลานายช่างเรินเทหล่อพระกริ่งนี้ได้ใช้แบบพิมพ์พระกริ่งปวเรศ มาเป็นแบบบ้างดัดแปลงพิมพ์บ้าง แต่โดยรวมแล้วพระกริ่งธรรมโกษาจารย์ใช้เค้าพิมพ์พระกริ่งปวเรศแทบทั้งสิ้นโดยช่วงแรกมีการคงบัวด้านหลังหรือบัวรอบฐานไว้แต่ต่อมาได้มีการตัดบัวด้านหลังออกอาจเป็นเพราะต้องการให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีการแปลงหม้อน้ำมนต์ให้เกิดความแตกต่างเพิ่มขึ้น ให้สังเกตได้จากพระกริ่งธรรมโกษาจารย์ในยุคท้าย ๆจะเริ่มมีโครงสร้างที่เป็นรูปแบบเอกลักษณ์มากขึ้น อย่างที่กล่าวข้างต้นพระกริ่งธรรมโกษาจารย์มีการเทหล่อหลายวาระ ฉะนั้นรูปแบบในแต่ละปีก็แตกต่างกันบ้างตลอดจนวรรณะหรือเนื้อพระก็มีความแตกต่างกันการเทหล่อการบรรจุเม็ดกริ่งเริ่มมีการเทหล่อแบบชนิดบรรจุเม็ดกริ่งในตัวส่วนใหญ่จะพบว่าในยุคแรกจะปิดผนึกใต้ฐานในคราวต่อ ๆมาเป็นการเทบรรจุกริ่งในตัวและโดยรวมจะอุดรูตะปูรูเดียวรอยอุดอาจเป็นเนื้อเดียวกับพระกริ่งหรือเป็นเนื้อทองแดงบ้าง(และนี่คือจุดพิจารณาอีกจุดหนึ่ง ที่ช่างนิยมใช้ทองแดงอุดรูตะปูบรรจุเม็ดกริ่งหรืออุดซ่อมองค์พระด้วยทองแดงเพราะเนื่องจากทองแดงอ่อนตัวงานกับการอุดซ่อมถ้าเทียบกับเนื้อโลหะชนิดอื่น ยกเว้นตะกั่ว) และพระกริ่งธรรมโกษาจารย์นี้ส่วนใหญ่เท่าที่พบใต้ฐานจะปาดเรียบแทบจะไม่มีชนิดที่ปาดเป็นแอ่งใต้ฐาน พระกริ่งธรรมโกษาจารย์ยังมีแบบพิมพ์ชนิดที่ซอกแขนขวาไม่ทะลุ แบบพิมพ์นี้ใช้พิมพ์ปวเรศเป็นแบบแต่ตัดบัวด้านหลังออก เมื่อพระกริ่งที่เทหล่อแล้วเสร็จซอกพระพาหา(แขน)ขวาไม่ทะลุด้านหลัง พระกริ่งรุ่นนี้จึงมักเรียกกันในหมู่นักนิยมพระเครื่องว่ารุ่น “ธรรมโกษาจารย์แขนตัน” พระกริ่งรุ่นนี้ส่วนใหญ่จะพบว่าถ้าเทหล่อไม่สมบูรณ์จะมีการอุดซ่อมด้วยเนื้อทองแดงหรือบางองค์อาจใช้"รัก”มาปั้นแล้วอุดก็มี และพิเศษกว่านั้นพระกริ่งรุ่นนี้ส่วนใหญ่เท่าที่พบเห็นจะมีรอยเหล็กจารใต้ฐานเกือบทุกองค์โดยลงเป็นตัว “นะซ่อนหัว” ลายเส้นเล็กและคม พระกริ่งธรรมโกษาจารย์แขนตันนี้ ค่านิยมจะถูกกว่าแบบพิมพ์อื่น วรรณะ(เนื้อ)ดำสนิทขึ้นละอองขาวเล็กน้อย พระกริ่งธรรมโกษาจารย์นี้อาจสรุปแบบพิมพ์และรายละเอียดได้ว่า ๑.พิมพ์ที่คล้ายกับพิมพ์เทพโมฬี เท่าที่พบวรรณะ(เนื้อ)ดำสนิทขึ้นละอองขาว(คล้ายเงิน)เล็กน้อยแบบพิมพ์นี้เท่าที่พบเป็นแบบเทหล่อกลวงปิดผนึกใต้ฐานบางองค์มีบัวรอบฐาน ๒.แบบพิมพ์ที่แปลงจากพระกริ่งปวเรศที่แต่งโดยพระครูปลัดจิ๋ว พระกริ่งรูปแบบนี้จะมีค่านิยมสูงที่สุด เพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะคือจะแต่งพระโอสถ์(ปาก)เล็กหรือที่นักนิยมพระเครื่องเรียกว่า “ปากจู๋” พระพักตร์อิ่ม พระหัตถ์ซ้ายที่ถือหม้อน้ำมนต์ปลายพระหัตถ์จะแต่งช้อนขึ้นและส่วนมากที่พบช่างแต่งพระไม่นิยมแต่งเก็บรายละเอียดบริเวณฐานบัวมักจะปล่อยสภาพเดิมเป็นส่วนใหญ่ พระกริ่งรุ่นธรรมโกษาจารย์ที่แต่งโดยปลัดจิ๋วนี้มีอยู่ด้วยกันหลายวาระ ฉะนั้นจึงมีพบได้หลายวรรณะ(เนื้อ) บางองค์กลับดำสนิทขึ้นละอองขาวเล็กน้อยแต่บางองค์วรรณะขาวจัดไม่กลับดำ บางครั้งได้พบแบบวรรณะเหลือบเขียวคล้ายเมฆสิทธิ์คือเขียวออกขาว พระกริ่งธรรมโกษาจารย์ที่แต่งโดยพระครูปลัดจิ๋วในช่วงนี้ส่วนใหญ่เทหล่อแบบกริ่งในตัวส่วนมากเท่าที่พบมีครั้งอุดรูกริ่ง ๑ รู ที่อุด ๒ รูไม่ค่อยได้พบเห็น ใต้ฐานเรียบซอกพาหา(แขน)ทะลุและในบางองค์พบมีการปิดผนึกใต้ฐานด้วยแผ่นทองแดงก็มีเข้าใจว่าใต้ฐานอาจเทหล่อชำรุดนายช่างจึงเชื่อมประสานปิดด้วยแผ่นทองแดง พระที่เทหล่อในช่วงนี้ขาดความสวยงามและรายละเอียดต่าง ๆขององค์พระจะตื้น (ซึ่งจุดนี้แสดงให้เห็นถึงฝีมือการเทหล่อของช่างที่แตกต่างกัน ในคราวแรก ๆที่เทหล่อน่าเป็นช่างหลวงซึ่งพระเทหล่อได้สมบูรณ์สวยงาม) ๓. แบบพิมพ์ปวเรศชนิดแขนตัน เป็นแบบพิมพ์ที่ได้กล่าวในข้างต้น อาจกล่าวได้ว่าพระกริ่งธรรมโกษาจารย์แยกแยะได้ ๓ แบบพิมพ์ดังที่กล่าวมา ประวัติการสร้างพระกริ่ง วัดสุทัศน์เเละพระชัยวัฒน์ วัดสุทัศน์ จากประวัติศาสตร์ได้ปรากฎความจริงชัดเจนว่า ตำราการสร้างพระกริ่งเเละพระชัยวัฒน์เเต่ดั้งเดิมของพระนพรัตน์วัดป่าเเก้ว พระเถรจารย์ผู้ยิ่งใหญ่เเห่งกรุงศรีอยุธยาได้สืบทอดตกต่อมาเป็นชั้นๆโดยไล่เรียงลำดับได้คือ จากต้นตำรับ พระนพรันต์ วัดป่าเเก้วกรุงศรีอยุธยา ตำราการสร้างพระกริ่งพระชัยวัฒน์ ได้ตกเเก่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปรมานุชิตชิโนรส วัดพระเชตุพนฯกรุงเทพฯ เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปรมานุชิตชิโนรสสิ้นพระชนม์ ตำรานั้นได้ตกเเก่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวิริยาลงกรณ์ วัดบวรนิเวศน์ เเละเมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวิริยาลงกรณ์ สิ้นพระชนม์ตำราได้ตกถึงพระมงคลทิพย์มุนีหรือท่านเจ้ามาวัดสามปลื้ม เมื่อทรงทราบเช่นนั้นสมเด็จพระสังฆราชเเพวัดสุทัศน์เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์เป็นที่พระเทพโมฬี จึงทรงขอตำราสร้างพระกริ่ง พระชัยวัฒน์จากพระมงคลทิพย์มุนีหรือท่านเจ้ามาเเล้วทำการหล่อหสร้างพระกริ่งพระชัยวัฒน์นับตั้งเเต่คือปี พศ 2441 สมเด็จพระสังฆราชเเพทรงหล่อสร้างพระกริ่ง วัดสุทัศน์ พระชัยวัฒน์ วัดสุทัศน์ ตั้งเเต่พศ2441ทุกปีจนถึงพศ 2479นับรวม 38 ปี ตามประวัติบันทึกระบุย้ำไว้ว่าสมเด็จพระสังฆราชเเพ วัดสุทัศน์ทรงหล่อสร้าง พระกริ่งวัดสุทัศน์ พระชัยวัฒน์วัดสุทัศน์เฉพาะในวันเพ็ญกลางเดือน 12 คือหล่อสร้างเพียงปีละ1วันหมายถึงหนึ่งปีสร้างหนึ่งครั้งเเละหนึ่งวันเพียงเท่านั้น เเละจำนวนการสร้างคือสิ่งสำคัญยิ่งสมเด็จพระสังฆราชเเพจะทรงหล่อสร้างจำนวนตามกำลังวันซึ่งหมายความว่า ถ้าในวันเพ็ญกลางเดือน12 ปีไหนตรงกันกับวันอะไรเเละมีกำลังวันตามหลักโหราศาสตร์กับไสยศาสตร์เท่าไรพระองค์จะทรงหล่อสร้างพระกริ่งวัดสุทัศน์เเละพระชัยวัฒน์วัดสุทัศน์ ตรงตามจำนวนกำลังวันนั้นๆอาทิเช่น วันอาทิตย์ 6 องค์ วันจันทร์ 15 องค์ วันอังคาร 8 องค์ วันพุธ 17 องค์ วันพฤหัสบดี19 องค์ วันศุกร์ 21 องค์ วันเสาร์ 10 องค์ จากกำลังวันดังกล่าวท่านคงจะเห็นได้เเล้วว่า วันที่มีกำลังวันมากที่สุดคือวันศุกร์มีกำลังวัน 21 วัน ดังนั้นตลอดระยะเวลา 38 ปี เเห่งการหล่อสร้างพระกริ่งวัดสุทัศน์ พระชัยวัฒน์วัดสุทัศน์ สมเด็จพระสังฆราชเเพจะทรงหล่อสร้างได้อย่างมากทึ่สุด ไม่เกิน 798 องค์ ลองเอาจำนวนกำลังวันศุกร์ซึ่งมีกำลังวันมากที่สุด 21 คูณด้วยจำนวนปี 38 พระกริ่งวัดสุทัศน์ พระชัยวัฒน์วัดสุทัศน์ สมเด็จพระสังฆราชเเพ วัดสุทัศน์ จะมีจำนวนการสร้างเพียงอย่างละ798 องค์จากตำราต้นตำรับการสร้างของพระพนรัตน์วัดป่าเเก้วผู้เป็นปรมาจารย์กับเจตนาการสร้างของสมเด็จพระสังฆราชเเพ วัดสุทัศน์ ว่าด้วยฤกษ์ยามตามตำรา ตามกำลังวันจำนวนจึงต้องมีเพียงเท่านี้คือมีอย่างละ 798 องค์ต้องมีจำนวนเพียงเท่านี้เพราะเป็นการสร้างเพื่อสืบพระชนม์มายุของพระองค์ท่านอีกโสตหนึ่งในเรื่องกำลังวันตามหลักวิชาโหรศาสตร์เเละไสยศาสตร์จึงต้องเคร่งครัดทึ่สุด จะผิดพลาดมิได้เด็ดขาด เเต่ก็เป็นเรื่องเเปลกทุกวันนี้เซียนใหญ่เซียนเล็กต่างก็มีกันทั้งน้านเมื่อไล่เรียงจากตำนานจึงจับใจความว่ามีลูกศิษย์ของท่านเเอบขอร่วมสร้างด้วย ร่วมด้วยช่วยกันสร้างเสริมออกมาขาย พวกนี้จึงจัดเข้าทำเนียบรุ่น พระกริ่งพระชัยวัฒน์สมทบอันเป็นส่วน เก๊ หรือภาคผนวกพูดกันชัดๆตรงตัวโดยมิต้องเเปลไทยให้เป็นไทยนั่นคือพระกริ่งพระชัยวัฒน์เก๊หรือยุคหลังนั่นเองหรือบล๊อกเสริมที่เสริมกันออกมาจนไม่มีวันหยุดพักผ่อน จวบจนทุกวันนี้ ออกลูก ออกหลานเหลนโหลนจนจำหน้าค่าตากันไม่ได้ นี่คือส่วนหนึ่งในสัจธรรมเเห่งประวัติศาสตร์การกำเนิดพระกริ่งพระชัยวัฒน์สำนักวัดสุทัศน์ทึ่ควรศึกษานำมาเป็นนิทัศน์อุทาหรณ์เพื่อพิจารณาตัดสินใจเช่าหามาบูชากันต่อไป อย่างไรก็ตามกระผม"อ้วนลอยฟ้า" (ร้านคุณพระคุ้มครอง)ขอนำเกล็ดความรู้เล็กๆน้อยๆพอสังเขปในยอดพระเครื่องของสำนักวัดสุทัศน์พิมพ์หนึ่งของสมเด็จพระสังฆราชเเพอันเป็นพระหลักยอดนิยมสูงสุดซึ่งปรากฎราคาเช่าหาก็เเพงทึ่สุดอีกทั้งยังเป็นพระที่ดูยากทึ่สุดพบเห็นของจริงได้ยากที่สุด มาเสนอเพื่อยังประโยชน์เเก่ท่านผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย บทความทั้งหมดนี้ลูกใคร่จะขอ ขยายกิตติศัพท จากต้นตำรับ พระนพรันต์ วัดป่าเเก้วกรุงศรีอยุธยา ตำราการสร้างพระกริ่งพระชัยวัฒน์ ได้ตกเเก่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปรมานุชิตชิโนรส วัดพระเชตุพนฯกรุงเทพฯ เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปรมานุชิตชิโนรสสิ้นพระชนม์ ตำรานั้นได้ตกเเก่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวิริยาลงกรณ์ วัดบวรนิเวศน์ เเละเมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวิริยาลงกรณ์ สิ้นพระชนม์ตำราได้ตกถึงพระมงคลทิพย์มุนีหรือท่านเจ้ามาวัดสามปลื้ม เมื่อทรงทราบเช่นนั้นสมเด็จพระสังฆราชเเพวัดสุทัศน์เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์เป็นที่พระเทพโมฬี จึงทรงขอตำราสร้างพระกริ่ง พระชัยวัฒน์จากพระมงคลทิพย์มุนีหรือท่านเจ้ามาเเล้วทำการหล่อหสร้างพระกริ่งพระชัยวัฒน์พระสมเด็จสังฆราชแพ แห่งวัดสุทัศน์ให้เผยแพร่พระเดชพระคุณที่กล่าวมานี้ทุกๆพระองค์ให้ลูกหลานได้รู้ถึงในคุณงามความดีของหลวงปู่ สืบต่อไป สาธุ สาธุ สาธุ
ชื่อร้าน : คุณพระคุ้มครอง
เบอร์โทรศัพท์ : 089-529-5111 089-529-6444(ปิดร้านเที่ยงคืนครับ)
เมื่อวันที่ : 2017-04-21 20:09:23
จำนวนการเข้าดู : 367 ครั้ง
ผู้เข้าชมขณะนี้ : 1 คน